วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

บินเดี่ยวไปกับสายลม 2557 หล่อพระและทำบุญบนดอย - บทที่ 5 โรงเรียนของหนู -

บินเดี่ยวไปกับสายลม ๒๕๕๗ หล่อพระและทำบุญบนดอย
- บทที่ ๕ โรงเรียนของหนู -

เราช้ากว่าเวลาที่นัดหมายไปครึ่งชั่วโมงพึ่งจะได้เดินทางออกจากบ้านห้วยมะน้ำมุ่งหน้าสู่โรงเรียนบ้านแม่หาดที่อยู่ห่างออกไป ๘ กิโลเมตร ซึ่งถ้าเป็นในเมืองคงจะใช้เวลาอย่างมากไม่เกิน ๑๐ นาทีเท่านั้น

วันนี้นอกจากข้าพเจ้า โยมชาลี โยมฟ้าแล้ว ยังมีพระอาจารย์ฮวด และปุ๊กคาเด็กวัด ร่วมเดินทางไปกับเจ้า "นิลมังกร" ที่มีแค่ ๔ ที่นั่ง จึงต้องมีการปรับตำแห่งการนั่งใหม่ ให้โยมชาลี โยมฟ้า และปุ๊กคา นั่งเบียดกันที่เบาะหลัง พระอาจารย์ฮวดนั่งในตำแหน่ง Co-Driver ส่วนข้าพเจ้าจำเป็นต้องกระโดดข้ามฟากมาเป็น Driver เอง

เส้นทางระยะ ๘ กิโลเมตร แต่ไต่ระดับขึ้นเป็นส่วนใหญ่ บ้านห้วยมะน้ำอยู่ที่ระดับประมาณ ๕๒๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง แต่ที่หมายของเรานั้นอยู่ที่ประมาณ ๙๒๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง
กราฟสีเขียวช่องขวามือแสดงระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง
ทางลูกรังแคบๆ ที่เต็มไปด้วยร่องลึกที่เกิดจากน้ำฝนไหลเซาะ ดูๆ แล้วบางร่องน่าจะลึกระดับเข่า ทำให้เจ้า "นิลมังกร" ต้องค่อยๆ คลานไปเรื่อยๆ คร่อมร่องบ้าง หลบข้างๆ ร่องบ้าง บางช่วงที่จำเป็นต้องเปลี่ยนไลน์ลงไปในร่องรถก็โคลงเคลงพอให้คนนั่งถึงกับต้องภาวนา "พุทโธแคล้วคลาด ธัมโมแคล้วคลาด สังโฆแคล้วคลาด" เรียกว่าเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง

ช่วงต้นๆ ข้าพเจ้ายังไม่ค่อยชินกับเจ้า "นิลมังกร" เท่าไร จึงมีอาการกดคันเร่งเกินความจำเป็นพอให้คนนั่งอกสั่นขวัญหายบ้าง เพราะแม้ว่าจะเคยขับมาตั้งแต่ยังไม่ได้บวชก็ตาม แต่ว่าพอเป็นพระแล้วก็ไม่ได้ขับเลยร่วมๆ ๑๐ ปี ปีก่อน (๒๕๕๖) ที่ขึ้นมาแถบนี้ได้ขับแบบระบบไม่สมบูรณ์เท่าไร แต่ครั้งนี้ทุกระบบสมบูรณ์เต็มที่ กำลังเกือบๆ  ๑๐๐ แรงม้าจากเครื่อง G15A 1,500 cc ถ่ายทอดสู่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อหรือที่เรียกว่าเกียร์สโลว์ ๑๓๐๐ เฟืองท้ายเดิมๆ และยาง ๓๑ นิ้ว นับว่าเป็นส่วนผสมที่ลงตัวทีเดียว เมื่อเริ่มชินกับ "นิลมังกร" แล้วก็สามารถ "ปราบพยศ" ได้อย่างราบคาบ พาคณะเดินทางอย่างปลอดภัยตลอดเส้นทาง
"นิลมังกร" ระหว่างเส้นทางจากสบโขงขึ้นไปห้วยมะน้ำเมื่อปี ๒๕๕๖
เราใช้เวลาราวๆ ๕๐ นาทีก็มาถึง โรงเรียนบ้านแม่หาด หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน 

คุณครูและเด็กๆ ได้รอพวกเราอย่างใจจดจ่อ ระหว่างทางมีการ ว. มาถามถึงการเดินทางของเราเป็นระยะๆ  รองเท้านักเรียนพร้อมถุงเท้าที่ถูกส่งขึ้นมาก่อนหน้าหลายเดือน ถูกจัดเรียงบนโต๊ะหน้าเสาธง สิ่งของบริจาคในรถถูกขนลงไปเรียงไว้บนโต๊ะที่ยังว่างอยู่

ก่อนที่จะทำการแจกสิ่งของและทุนการศึกษาข้าพเจ้ากับพระอาจารย์ฮวดได้ร่วมประชุมกับคณะครู พ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน) อบต. เพื่อทำความเข้าใจ ๒ เรื่อง คือ ๑. เรื่องการทำเอกสารขอความอนุเคราะห์โต๊ะนักเรียนใหม่ที่ข้าพเจ้ารับเป็นผู้ประสานงานกับเจ้าภาพใหญ่คือ ดร.ชินเวศ สารสาส และ ๒. กำหนดการฉลองอาคารใหม่ของโรงเรียนที่ญาติโยมทางมาเลเซียได้ให้ทุนก่อสร้างผ่านมาทางพระอาจารย์ฮวด

หลังจากประชุมจึงได้เริ่มการแจกสิ่งของ เพื่อความรวดเร็วคุณครูจึงให้ข้าพเจ้ามอบรองเท้าให้กับตัวแทนนักเรียนเป็นปฐม ส่วนที่เหลือให้คุณครูดำเนินการต่อภายหลัง จากนั้นก็ได้มอบสิ่งของและเงินให้กับโรงเรียน ,ครู ,และนักเรียน โดยมีผู้ช่วยคือโยมฟ้า ทำหน้าที่แจกลูกอมแก่เด็กๆ
มอบรองเท้าให้ตัวแทนนักเรียน
มอบสิ่งของและเงินสดให้โรงเรียนและครู

แจกทุนการศึกษานักเรียน
โยมฟ้าช่วยแจกลูกอม
รายการสิ่งของและเงินสดที่ได้แจกไปมีดังนี้

๑. เงินสด ๕,๐๐๐ บาท
๒. คอมพิวเตอร์ ๑ เครื่อง ที่ได้รับมาจากโยมบุหงา จันทร์แก้มแก้ว
๓. เครื่องช่วยสอน (เครื่องขยายเสียง) พร้อมถ่านและแท่นชาร์จ
๔. เครื่องปั่นไฟขนาด ๒ แรงครึ่ง ๙๐๐ วัตต์ พร้อมออโตลู้ป
๕. หนังสือนิทาน ๖๐ กว่าเล่ม
--เหล่านี้มอบให้โรงเรียน

๖. เครื่องเขียนจำนวนมาก
๗. รองเท้า ถุงเท้านักเรียน ๑๕๐ ชุด
๘. ขนมปัง ๒ ปีป และลูกอมถุงใหญ่
๙. ทุนการศึกษา ๕,๕๖๐ บาท
--เหล่านี้มอบให้นักเรียน

๑๐. เงินสด ๖,๐๐๐ บาท
--มอบให้เป็นขวัญกำลังใจคุณครู

////////// นับว่าภารกิจหลัก ๑ ใน ๒ ประการของเราได้สำเร็จลุล่วงลงด้วยดี ขออนุโมทนากับผู้ร่วมบุญทุกๆ ท่าน //////////

หลังจากเสร็จสิ้นการมอบสิ่งของต่างๆ แล้ว เราได้เดินไปดูความคืบหน้าของการก่อสร้างอาคารโรงเรียนหลังใหม่ที่มีกำหนดจะทำพิธีฉลองและส่งมอบในวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗
อาคารโรงเรียนบ้านแม่หาดหลังใหม่ที่กำลังก่อสร้าง
เราใช้เวลาที่นี่ได้ไม่นานนักก็ต้องรีบออกเดินทางต่อ เพราะว่าเรายังมีที่หมายอีกหลายที่ มีภารกิจอีกหลายอย่างที่ต้องกระทำ รวมทั้งภารกิจหลักของการเดินทางครั้งนี้คือการมาหล่อพระ "หลวงพ่อทันใจ"

--โปรดติดตามตอนต่อไป--

บินเดี่ยวไปกับสายลม 2557 หล่อพระและทำบุญบนดอย - บทที่ 6 บุญบังเอิญ -

บินเดี่ยวไปกับสายลม ๒๕๕๗ หล่อพระและทำบุญบนดอย
- บทที่ ๖ บุญบังเอิญ -

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจมอบสิ่งของและทุนการศึกษาที่โรงเรียนบ้านแม่หาดแล้ว คณะเราเดินทางต่อโดยใช้เส้นทางคนละทางกับขามา 

เส้นทางนี้ผ่านไปบ้านกุยพิคีแล้วตัดตรงลงไปที่บ้านอุมโล๊ะ ระยะทางประมาณ ๑๐ กิโลเมตรเป็นทางลูกรังมีร่องน้ำ บางช่วงเต็มไปด้วยก้อนหินขนาดเขื่องๆ ลอยปูดโปนพอให้นั่งรถกันหัวสั่นหัวคลอน เส้นทางส่วนมากเป็นทางลงดอย พิจารณาแล้วเห็นว่าถ้าเป็นฤดูฝนคงจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่ยังดีที่บางช่วงที่ยากมากๆ เช่น ช่วงที่เป็นทางโค้งหักศอกต่อด้วยทางขึ้นชัน เป็นต้นนั้น ได้มีการเทคอนกรีตไว้เป็นระยะๆ 

ที่บ้านกุยพิคี เราได้แวะบริเวณก่อสร้างวัดอีกแห่งที่ท่านพระอาจารย์ฮวดกำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ ภายหลังข้าพเจ้าได้ยินว่าพระอาจารย์ฮวดตั้งปณิธานไว้ว่าจะสร้างให้ได้ ๙ วัด ก็ขออนุโมทนาและจะพยายามสนับสนุนเท่าที่จะพอทำได้
พระพุทธรูปและพระเจดีย์ที่กุยพิคี
ไม่นานนักหลังจากที่เราแวะบอกข่าวกับพ่อหลวง หรือผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านกุยพิคี ให้ทราบถึงกำหนดการวันหล่อพระพุทธรูปที่เมโลเดแล้ว เราก็ได้เดินทางมาถึงบ้านอุมโล๊ะ แวะที่บ้าน อบต. ฉันน้ำปานะเย็นๆ ให้ชื่นใจ บ้าน อบต. เปิดเป็นร้านค้า และมีน้ำแข็งขายด้วย!!!
บ้าน อบต. ซูเปอร์มาเก็ตกลางป่า
จากอุมโล๊ะมุ่งหน้าสบโขงเราได้รับสัญญาณวิทยุสื่อสาร เรียกขานมาจากหลวงพี่เชอร์รี่ซึ่งพึ่งจะเดินทางเข้ามาพร้อมกับตุ๊ป้อมหาสิงห์ เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่ จึงได้นัดกันว่าเราจะไปรอพบที่บ้านสบโขง แต่ระหว่างทางเราแวะไปที่จุดข้ามน้ำไปบ้านทีสะนอ เสียเวลาไปหลายนาที จึงไปถึงสบโขงหลังคณะของหลวงพี่เชอร์รี่

คณะที่รออยู่ประกอบด้วย ตุ๊ป้อมหาสิงห์ หลวงพี่เชอร์รี่ น้องๆ สามเณร ๒ องค์ โยมแดง และโยมนิตยา เดินทางมาด้วยรถกระบะขับเคลื่อนสองล้อธรรมดาไม่ได้ยกสูง จึงไม่สามารถข้ามน้ำแม่เงาไปฝั่งเชียงใหม่เพื่อไปเมโลเดได้ 

ปรึกษากันไม่นานก็สรุปว่าข้าพเจ้าได้มีโอกาสทำบุญแบบบังเอิญๆ ไม่ได้อยู่ในแผน คือ ได้เป็นผู้ขับรถพาตุ๊ป้อมหาสิงห์และน้องเณรผู้อุปัฏฐากจากบ้านสบโขงไปบ้านเมโลเด ซึ่งตลอดทางข้าพเจ้าถึงกับเกร็งและต้องเอ่ยปากขอสุมาตุ๊ป้ออยู่เรื่อยๆ เพราะเกรงว่าท่านจะได้รับความลำบากจากหนทางที่วิบาก แต่ท่านก็ไม่ได้แสดงความเดือดร้อนอย่างไรเลย


เมื่อกลับออกมาถึงบ้านสบโขง ข้าพเจ้าย้ายไปนั่งเป็น Co-Driver แล้วให้โยมชาลีมากุมบังเหียน ควบคุม "นิลมังกร" พาคณะเราซึ่งตอนนี้เหลือแค่ ข้าพเจ้า โยมชาลี โยมฟ้า และปุ๊กคา แยกจากคณะหลวงพี่เชอร์รี่ มุ่งหน้ากลับไปถึงที่วัดศิริห้วยมะน้ำ ไทย-มาเลเซีย ก็เกือบหมดแสงแห่งกลางวันพอดี

คืนนั้นข้าพเจ้าอ่อนล้าจนต้องเข้าจำวัดแต่หัวค่ำ ไม่ได้อยู่สวดมนต์กับเด็กๆ ที่มากันเป็นปกติ เหนื่อยมาทั้งวันต้องขอชาร์จแบตตัวเองให้เต็มที่ ก่อนที่จะถึงวันหล่อพระที่เมโลเด ภารกิจหลักที่เหลือของการเดินทางรอนแรมมาในครั้งนี้

-- โปรดติดตามตอนต่อไป --

บินเดี่ยวไปกับสายลม 2557 หล่อพระและทำบุญบนดอย - บทที่ 7 ประเดิม -

บินเดี่ยวไปกับสายลม ๒๕๕๗ หล่อพระและทำบุญบนดอย
- บทที่ ๗ ประเดิม -

วันนี้ (๘ ก.พ. ๕๗) เป็นวันสบายๆ ไม่มีกำหนดการอะไร ถือว่าเป็นวันพักผ่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เราเลื่อนกำหนดการเทปูนหล่อพระพุทธรูปเป็นวันพรุ่งนี้

เมื่อตื่นมาตอนเช้าทำธุระส่วนตัวได้ไม่นาน ชาวบ้านห้วยมะน้ำเริ่มทะยอยกันมาใส่บาตร แต่พระอาจารย์ฮวด เจ้าสำนัก ท่านค้างจำวัดอยู่ที่เมโลเด ข้าพเจ้าจึงต้องเป็นผู้รับศรัทธาแทน

ธรรมเนียมที่บนดอยนี้ และหลายๆ หมู่บ้านในแถบ อ.สบเมย เท่าที่ข้าพเจ้าได้สัมผัส คือญาติโยมจะมาใส่บาตรที่วัด พระภิกษุไม่ต้องออกไปบิณฑบาต คงเป็นเพราะว่าบนดอยนี้ญาติโยมแต่ละครอบครัวมีเวลาตื่น เวลาทำกับข้าวแตกต่างกันไป หากพระออกไปบิณฑบาตบางบ้านข้าวสุกแล้ว บางบ้านข้าวยังไม่สุก ญาติโยมจึงนิมนต์ให้พระคุณเจ้ารออยู่ที่วัด ข้าวสุกเมื่อไรก็จึงนำมาใส่บาตร เท่าที่สังเกตดูโยมคนแรกที่มาใส่บาตร กับโยมคนสุดท้าย ทิ้งช่วงเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า ๑ ชั่วโมงเลยทีเดียว

ฉันเช้าเสร็จ แบ่งข้าวไว้ฉันเพลเล็กน้อยแล้วจึงได้สละอาหารบิณฑบาตให้โยมชาลี โยมฟ้า และปุ๊กคา ทานกัน เมื่ออิ่มหนำสำราญกันทั่วหน้า คณะเราใช้เวลาเก็บสิ่งของสัมภาระต่างๆ ขึ้น "นิลมังกร" คืนนี้เราจะย้ายที่นอนไปนอนกันที่เมโลเด จนใกล้ๆ เพลโยมๆ จึงช่วยกันทำอาหารจากเครื่องกระป๋อง ของแห้งต่างๆ ที่เรานำมา โดยมีโยมชาลีรับหน้าที่พ่อครัวหัวป่าก์
พ่อครัวหัวป่าก์ โยมชาลี
พระฉันเพล โยมทานข้าวกลางวันเสร็จเรียบร้อย ทิ้งให้ข้าวเรียงเม็ดดี เราเก็บของที่เหลือขึ้นรถแล้วออกเดินทางไปบ้านเมโลเดทันที เมื่อไปถึงจึงได้รู้ว่าทั้งพระอาจารย์ฮวด และหลวงพี่เชอร์รี่ต่างมีภารกิจด่วน ต้องเข้าไปในเมืองไปหาซื้อโม่ผสมปูน

อันที่จริง พระอาจารย์ฮวดได้ติดต่อขอเช่าโม่ผสมปูนจากผู้รับเหมาที่มารับงานในหมู่บ้านใกล้ๆ ไว้แล้ว และเขาก็รับคำมั่นเหมาะ พอถึงเวลาจริงๆ กลับบอกว่าได้ขายโม่ไปแล้ว ทำให้ต้องออกไปหาโม่เป็นการด่วน เนื่องจากต้องใช้งานในวันรุ่งขึ้น

จากบริเวณศาลาของสำนักสงฆ์บ้านเมโลเด ต้องเดินเท้าขึ้นดอยเตี้ยๆ จึงจะถึงบริเวณที่จะสร้างพระพุทธรูป ที่นี่เองข้าพเจ้าได้มีโอกาสประเดิมเทปูนหล่อองค์พระเป็นคนแรก เพราะตามขั้นตอนแล้วจะต้องเทปูนหล่อพระหัตถ์ทั้ง ๒ ข้างไว้ก่อนวันเทจริง เมื่อพระทีมงานช่างหล่อจากวัดสระพัง จ.นครปฐม เห็นว่าทั้งพระอาจารย์ฮวดก็ดี หลวงพี่เชอร์รี่ก็ตาม ต่างไม่อยู่ในมณฑล จึงได้นิมนต์ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้เทปูนเป็นปฐม
เดินไปดูเขาประกอบแบบเฉยๆ แต่กลับได้เทปูนประเดิม
เทปูนหล่อพระหัตถ์ ๒ ข้าง ใช้ปูน ๓ ลูก
เด็กๆ มาช่วย ตั้งแถวส่งถังปูนเปล่า
เมื่อเทปูนหล่อพระหัตถ์เสร็จ คณะเราเริ่มมองหาที่นอนคืนนี้ บนศาลาทั้งหลังเก่า หลังใหม่ ต่างก็แออัด ที่ทางถูกจับจองโดยพระในพื้นที่ พระทีมงานช่างหล่อ พระอาคันตุกะ ฯลฯ จึงตัดสินใจกางเต้นท์นอน ดีว่าข้าพเจ้านำเต้นท์ติดรถมาด้วยถึง ๒ หลัง ทีแรกตั้งใจว่าหลังใหญ่ไว้นอนเอง หลังเล็กไว้เผื่อโยมชาลี แต่กลับกลายเป็นว่าข้าพเจ้าต้องนอนหลังเล็ก สละหลังใหญ่ให้โยมชาลี โยมฟ้า และปุ๊กคา นอนอัดกัน ๓ คน
บรรยากาศดี กางเต้นท์นอนสบายใกล้ๆ ที่จอด "นิลมังกร"
เสียงอาจารย์ฮวดดังมาจากวิทยุสื่อสาร แจ้งว่ามาถึงสบโขงแล้วและให้ออกไปรับด้วย ข้าพเจ้าจึงนำ "นิลมังกร" ออกไป สวนกับรถของโยมจากแม่สะเรียงที่พระอาจารย์ฮวดนั่งมาด้วย ข้ามน้ำไปรับโยมแดง และโยมนิตยาที่เดินทางมากับหลวงพี่เชอร์รี่ สอบถามได้ความว่าหลวงพี่เชอร์รี่ต้องไปอำเภอจอมทอง เชียงใหม่ เพื่อหาซื้อโม่ผสมปูน ยังไม่กลับเข้ามา

ช่วงหัวค่ำ โยมนิตยาต้องเป็นแม่ครัวจำเป็น เตรียมเครื่องก๋วยเตี๋ยวสำหรับเลี้ยงดูผู้ที่มาร่วมหล่อพระวันรุ่งขึ้น โดยมีโยมแดง โยมฟ้า ปุ๊กคา และโยมจากแม่สะเรียงคอยช่วย แม้แต่ข้าพเจ้าเองยังได้ช่วยหั่นพริกทำน้ำส้มพริกดอง หั่นต้นหอมผักชี เพราะดูๆ แล้ว ถ้าไม่ช่วยคงนานกว่าจะแล้วเสร็จ ถึงกระนั้นก็ตามกว่าเราจะเสร็จงานและได้พักผ่อนก็ล่วงไปถึงเที่ยงคืนแล้ว

ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บค่ำคืนนั้นข้าพเจ้าหลับฝันว่ามีนางฟ้ามาก่อกองไฟทางเบื้องซ้ายใกล้ๆ กับเต้นท์นอน ทำให้ข้าพเจ้าหลับสบายจนถึงเช้า

-- โปรดติดตามตอนต่อไป --

บทความที่ได้รับความนิยม

กลับขึ้นบนสุด