วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

บินเดี่ยวไปกับสายลม 2557 หล่อพระและทำบุญบนดอย - บทที่ 6 บุญบังเอิญ -

บินเดี่ยวไปกับสายลม ๒๕๕๗ หล่อพระและทำบุญบนดอย
- บทที่ ๖ บุญบังเอิญ -

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจมอบสิ่งของและทุนการศึกษาที่โรงเรียนบ้านแม่หาดแล้ว คณะเราเดินทางต่อโดยใช้เส้นทางคนละทางกับขามา 

เส้นทางนี้ผ่านไปบ้านกุยพิคีแล้วตัดตรงลงไปที่บ้านอุมโล๊ะ ระยะทางประมาณ ๑๐ กิโลเมตรเป็นทางลูกรังมีร่องน้ำ บางช่วงเต็มไปด้วยก้อนหินขนาดเขื่องๆ ลอยปูดโปนพอให้นั่งรถกันหัวสั่นหัวคลอน เส้นทางส่วนมากเป็นทางลงดอย พิจารณาแล้วเห็นว่าถ้าเป็นฤดูฝนคงจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่ยังดีที่บางช่วงที่ยากมากๆ เช่น ช่วงที่เป็นทางโค้งหักศอกต่อด้วยทางขึ้นชัน เป็นต้นนั้น ได้มีการเทคอนกรีตไว้เป็นระยะๆ 

ที่บ้านกุยพิคี เราได้แวะบริเวณก่อสร้างวัดอีกแห่งที่ท่านพระอาจารย์ฮวดกำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ ภายหลังข้าพเจ้าได้ยินว่าพระอาจารย์ฮวดตั้งปณิธานไว้ว่าจะสร้างให้ได้ ๙ วัด ก็ขออนุโมทนาและจะพยายามสนับสนุนเท่าที่จะพอทำได้
พระพุทธรูปและพระเจดีย์ที่กุยพิคี
ไม่นานนักหลังจากที่เราแวะบอกข่าวกับพ่อหลวง หรือผู้ใหญ่บ้าน หมู่บ้านกุยพิคี ให้ทราบถึงกำหนดการวันหล่อพระพุทธรูปที่เมโลเดแล้ว เราก็ได้เดินทางมาถึงบ้านอุมโล๊ะ แวะที่บ้าน อบต. ฉันน้ำปานะเย็นๆ ให้ชื่นใจ บ้าน อบต. เปิดเป็นร้านค้า และมีน้ำแข็งขายด้วย!!!
บ้าน อบต. ซูเปอร์มาเก็ตกลางป่า
จากอุมโล๊ะมุ่งหน้าสบโขงเราได้รับสัญญาณวิทยุสื่อสาร เรียกขานมาจากหลวงพี่เชอร์รี่ซึ่งพึ่งจะเดินทางเข้ามาพร้อมกับตุ๊ป้อมหาสิงห์ เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทถ้ำป่าไผ่ จึงได้นัดกันว่าเราจะไปรอพบที่บ้านสบโขง แต่ระหว่างทางเราแวะไปที่จุดข้ามน้ำไปบ้านทีสะนอ เสียเวลาไปหลายนาที จึงไปถึงสบโขงหลังคณะของหลวงพี่เชอร์รี่

คณะที่รออยู่ประกอบด้วย ตุ๊ป้อมหาสิงห์ หลวงพี่เชอร์รี่ น้องๆ สามเณร ๒ องค์ โยมแดง และโยมนิตยา เดินทางมาด้วยรถกระบะขับเคลื่อนสองล้อธรรมดาไม่ได้ยกสูง จึงไม่สามารถข้ามน้ำแม่เงาไปฝั่งเชียงใหม่เพื่อไปเมโลเดได้ 

ปรึกษากันไม่นานก็สรุปว่าข้าพเจ้าได้มีโอกาสทำบุญแบบบังเอิญๆ ไม่ได้อยู่ในแผน คือ ได้เป็นผู้ขับรถพาตุ๊ป้อมหาสิงห์และน้องเณรผู้อุปัฏฐากจากบ้านสบโขงไปบ้านเมโลเด ซึ่งตลอดทางข้าพเจ้าถึงกับเกร็งและต้องเอ่ยปากขอสุมาตุ๊ป้ออยู่เรื่อยๆ เพราะเกรงว่าท่านจะได้รับความลำบากจากหนทางที่วิบาก แต่ท่านก็ไม่ได้แสดงความเดือดร้อนอย่างไรเลย


เมื่อกลับออกมาถึงบ้านสบโขง ข้าพเจ้าย้ายไปนั่งเป็น Co-Driver แล้วให้โยมชาลีมากุมบังเหียน ควบคุม "นิลมังกร" พาคณะเราซึ่งตอนนี้เหลือแค่ ข้าพเจ้า โยมชาลี โยมฟ้า และปุ๊กคา แยกจากคณะหลวงพี่เชอร์รี่ มุ่งหน้ากลับไปถึงที่วัดศิริห้วยมะน้ำ ไทย-มาเลเซีย ก็เกือบหมดแสงแห่งกลางวันพอดี

คืนนั้นข้าพเจ้าอ่อนล้าจนต้องเข้าจำวัดแต่หัวค่ำ ไม่ได้อยู่สวดมนต์กับเด็กๆ ที่มากันเป็นปกติ เหนื่อยมาทั้งวันต้องขอชาร์จแบตตัวเองให้เต็มที่ ก่อนที่จะถึงวันหล่อพระที่เมโลเด ภารกิจหลักที่เหลือของการเดินทางรอนแรมมาในครั้งนี้

-- โปรดติดตามตอนต่อไป --

บทความที่ได้รับความนิยม

กลับขึ้นบนสุด